เวทีคนอาชีวะ : เข้าใจชีวิต ออกแบบอนาคต สู่การเปลี่ยนแปลง Youth Life & Career Dialogue for C ระหว่าง๘ - ๙ กันยายน ๒๕๖๙
ณ ห้องประชุมฮูลา ฮูลา รีสอร์ท ถนนคลองแห้ง ต่าบลอ่าวนาง อ๋าเภอเมือง จังหวัดกระบี่โดยมี น.สพ.ปกรณ์ สุวรรณประภา ผู้เหนี่ยวนำกระบวนการ มูลนิธิคนเห็นคน พร้อมด้วย นางธัญลักษณ์ จริยะเลอพงษ์ รองประธานมูลนิธิคนเห็นคน กล่าวเปิดเวทีและนางสาวกชกร บุษราภรณ์ ผู้อำืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืนวยการวิทยาลัยเทคนิคถลาง ปฏิบัติหน้าทีแทนผู้อ๋านวยการสํานักงานอาชีวืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืืะศึกษาจังหวัดภูเก็ต กล่าวต้อนรับ
โดยมีวิทยาลัยเทคนิคถลาง , วิทยาลัยเทคนิคพังงา , วิทยาลัยการอาชีพอ่าวลึก จ.กระบี่,วิทยาลัยการอาชีพกระบุรี , วิทยาลัยเทคนิคตรัง และวิทยาลัยเทคนิคสตูลตลอดจน ผู้ประกอบการรถเช่าฯ สื่อมวลชน ฉ,ธหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม
ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวได้ให้เข้าใจชีวิตและร่วมออกแบบการเปลี่ยนแปลง "ชีวิตของฉัน" แลกเปลี่ยนประสบการณ์และบริบทชีวิต
. "ฉันเลือกอนาคตได้" พัฒนาทักษะชีวิต การตัดสินใจ และการวางแผน ชีวิตและอาชีพ "วิทยาลัยของเราจะเปลี่ยนอะไร?" ตลอดจนการออกแบบแนวทางและกิจกรรมที่ตอบโจทย์บริบท ของแต่ละวิทยาลัย จากความคิดสู่การทดลอง"
"จาก ๖ วิทยาลัยสู่ต้นแบบ" นําเสนอแผนและร่วมให้ข้อเสนอแนะ และกําหนดแนวทางการขยายผล
เวที "คนอาชีวะ : เข้าใจชีวิต ออกแบบอนาคต สู่การเปลี่ยนแปลง"
ทั้งนี้ด้วยมูลนิธิคนเห็นคน ภาคโต้ตอนบนโซนอันดามัน ร่วมกับสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดภูเก็ต ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนินงานภายใต้แผนงาน
"คนอาชีวะอันดามันอาสาสร้างสังคมปลอดปัจจัยเสี่ยง" ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๙-๒๕๓๐ โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมให้เยาวชนอาชีวะศึกษาได้สะท้อบริบทชีวิต ปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยคุ้มครอง ตลอดจนร่วมออกแบบแนวทางการพัฒนาชีวิตและอาชีพที่เหมาะสมกับบริบทของตนเองและสถานศึกษาในการดำเนินงานครั้งนี้ ได้มีการกำหนดให้มี ๖ วิทยาลัยต้นแบบในพื้นที่อันตามัน ซึ่งได้รับการศัตเลือกผ่าน
กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการ เพื่อเข้าร่วมกระบวนการพัฒนาและหดลองใช้แนวทางการทำงานในพื้นที่ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคถลาง วิทยาลัยเทคนิดพังงา วิทยาลัยการอาชีพอ่าวลึก วิทยาลัยการอาชีพกระบุรี วิทยาลัยเทคนิคตรัง และวิทยาลัยเทคนิคสตูล
เวทีดังกล่าวจึงมีความสำคัญในฐานะ จุดเริ่มต้นของการพัฒนาตันแบบจากพื้นที่จริง โดยเปิดโอกาส
ให้เยาวชน ครู บุตลากรสถานศึกษา และภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันรับฟังและทำความเข้าใจบริบทชีวิตของเยาวขน วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยคุ้มตรอง พัฒนาทักษะชีวิตและความพร้อมด้านอาชีพ รวมทั้งร่วมนำไปทดลองใช้ในแต่ละวิทยาลัย ก่อนนำผลการดำเนินงานมาถอดบทเรียน พัฒนาเป็นองค์ความรู้และต้นแบบ เพื่อขยายผลไปยังสถานศึกษาและพื้นที่อื่นต่อไป
น.สพ.ปกรณ์ สุวรรณประภา ผู้เหนี่ยวนำกระบวนการ มูลนิธิคนเห็นคน กล่าวว่า “เปลี่ยนภาระเป็นพลัง” เปลี่ยนภาพจำอาชีวะ สู่การสร้างผู้ประกอบการในโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนงาน
ในวันที่โลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญของการศึกษาอาชีวะอาจไม่ใช่เพียงว่า “เรียนจบแล้วจะไปทำงานที่ไหน” แต่กำลังกลายเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า “จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง แม้โลกของการทำงานจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา”
แนวคิดดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาในเวที “คนอาชีวะ : เข้าใจชีวิต ออกแบบอนาคต สู่การเปลี่ยนแปลง” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้คนอาชีวะได้พูดถึงชีวิต ความฝัน อนาคต และการปรับตัวท่ามกลางโลกที่ไม่เหมือนเดิม
ตัวแทนจาก มูลนิธิคนเห็นคน สะท้อนถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานว่า โครงการเริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร ก่อนค่อย ๆ ขยายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ โดยหนึ่งในโจทย์สำคัญ คือการทำความเข้าใจ “คนอาชีวะ” ให้มากกว่าภาพจำที่สังคมคุ้นเคย
เพราะในสายตาของคนทั่วไป คำว่า “อาชีวะ” บางครั้งยังถูกเชื่อมโยงกับภาพด้านลบ โดยเฉพาะปัญหาเด็กนักเรียนทะเลาะวิวาทหรือยกพวกตีกัน จนทำให้ศักยภาพและตัวตนอีกหลายด้านของเด็กอาชีวะถูกมองข้าม
แต่การทำงานของมูลนิธิคนเห็นคนพยายามเข้าไปพูดคุย ทำความเข้าใจธรรมชาติของอาชีวะ และมองให้เห็นว่า ภายใต้ภาพจำเหล่านั้น ยังมีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่มีทักษะ มีความสามารถ และพร้อมจะเป็นกำลังสำคัญของสังคม หากได้รับโอกาสและพื้นที่ที่เหมาะสม
หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ถูกเสนอขึ้นมาคือคำว่า “เปลี่ยนภาระเป็นพลัง”
ที่ผ่านมา ระบบอาชีวศึกษามีบทบาทสำคัญในการผลิตกำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ทั้งโรงงาน โรงแรม ธุรกิจบริการ และภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
แต่วันนี้โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในหลายอาชีพ
งานบางประเภทอาจลดลง งานบางประเภทอาจหายไป ขณะเดียวกันก็เกิดอาชีพใหม่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เคยมั่นคงอาจไม่มั่นคงอีกต่อไป และไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าอาชีพที่มีอยู่ในวันนี้จะยังคงเหมือนเดิมในวันพรุ่งนี้
ดังนั้น การเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับอนาคตจึงอาจต้องเปลี่ยนจากการ “ผลิตแรงงานป้อนตลาด” ไปสู่การ “สร้างคนที่สามารถสร้างโอกาสให้ตัวเองได้”
แนวคิดหนึ่งที่ถูกเสนออย่างชัดเจน คือการผลักดันให้อาชีวศึกษามุ่งสู่การสร้าง “ผู้ประกอบการ”
เพราะหากคนหนึ่งมีเพียงทักษะสำหรับการทำงานในโรงงาน เมื่อโรงงานปิดหรือเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็อาจหมายถึงการสูญเสียรายได้และต้องเริ่มต้นหางานใหม่
แต่หากคนคนเดียวกันมีทั้งทักษะวิชาชีพ ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ด้านธุรกิจ และความสามารถในการปรับตัว เขาอาจสามารถนำทักษะที่มีไปต่อยอดเป็นธุรกิจของตัวเอง สร้างสินค้า สร้างบริการ หรือสร้างอาชีพใหม่ขึ้นมาได้
“โรงงานจะปิดหรือเปิด แต่เราก็อยู่ได้”
นี่คือภาพของการสร้างคนที่ไม่จำเป็นต้องรอให้ตลาดแรงงานเปิดตำแหน่งให้ แต่สามารถมองเห็นโอกาสและสร้างงานให้ตัวเอง รวมถึงสร้างงานให้กับคนอื่นได้ด้วย
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของแรงงาน แต่เป็นการเพิ่มศักยภาพให้คนอาชีวะมีทางเลือกมากกว่าเดิม
จากคนที่เคยถูกมองว่าเป็น “ผู้รอรับการจ้างงาน” อาจกลายเป็น “ผู้สร้างงาน”
จากคนที่สังคมเคยมองว่าเป็นภาระ อาจกลายเป็นกำลังสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจและสังคม
และจากคำถามว่า “เรียนจบแล้วจะไปทำงานอะไร” อาจเปลี่ยนเป็นคำถามใหม่ว่า
“เรียนแล้ว เราจะสร้างอะไรให้กับตัวเองและสังคมได้บ้าง?”
ในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน การมี “วิชาชีพ” อาจเป็นจุดเริ่มต้น แต่การมีความสามารถในการ ปรับตัวและสร้างโอกาส อาจเป็นทักษะสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่อยู่รอดได้ในระยะยาว
ดังนั้น เป้าหมายใหม่ของอาชีวศึกษาอาจไม่ใช่เพียง “ผลิตแรงงาน”
แต่คือการ “ผลิตผู้ประกอบการ”
ผู้ประกอบการในที่นี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ แต่อาจหมายถึงคนธรรมดาที่มีทักษะ มีความคิดริเริ่ม สามารถมองเห็นปัญหาเป็นโอกาส และนำความรู้ที่มีไปสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างคุณค่าให้กับสังคม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยน “ภาระ” ให้กลายเป็น “พลัง” อาจไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนคนอาชีวะ
แต่อาจเริ่มจากการ เปลี่ยนวิธีที่สังคมมองพวกเขา และเปลี่ยนวิธีที่เราเตรียมพวกเขาให้พร้อมกับโลกอนาคต
จาก “เด็กอาชีวะ” ในภาพจำเดิม สู่ คนรุ่นใหม่ที่สามารถออกแบบชีวิตและสร้างอนาคตด้วยตัวเองและสังคมต่อไป












0 ความคิดเห็น