เรื่องเขมรหนีตายมาที่ จ.ตราด กับพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวงที่มีต่อผู้อพยพเขมร ตอนที่ 1 ค่ายผู้อพยพเขาล้าน จ.ตราด
ย้อนกลับไปปี 1975 หรือ พ.ศ.2518 รูปแบบการปกครองของประเทศเวียดนาม ลาว และกัมพูชากลายเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งหมด แต่ในความเหมือนที่เป็นคอมมิวนิสต์นั้นมีความแตกต่างภายในของคอมมิวนิสต์ 3 ชาตินี้
โดยคอมมิวนิสต์เขมรแดง(ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีน) มีแนวคิดที่จะทวงคืนดินแดนอาณาจักรเขมรที่อยู่บริเวณปากแม่น้ำโขงและเกาะฟูก๊วกจากเวียดนาม
เวียดนามเองเป็นคอมมิวนิสต์(ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโซเวียต) เห็นว่าเขมรแดงเป็นภัยคุกคามกับตนเอง เวียดนามจึงได้ส่งกำลังทหารนับแสนนาย รุกเข้าเขมรเพื่อล้มรัฐบาลเขมรแดง และให้หุ่นเชิดเฮงสัมริน และฮุนเซนขึ้นมาปกครองเขมรแทน
การรบยืดเยื้อนานนับสิบปี ทำให้มีผู้อพยพชาวเขมรที่หนีภัยสงครามมาอาศัยตามแนวชายแดนไทยเขมร บางส่วนหนีทะลักเข้ามาอยู่ลึกในดินแดนไทย
กลับมาในพื้นที่จังหวัดตราด
เดือนพฤษภาคม ปี 2522 หรือ 1979 เริ่มมีผู้อพยพชาวเขมรหนีข้ามชายแดนมาในพื้นที่จังหวัดตราดหลายจุด จุดที่เข้ามามากที่สุดคือบริเวณเขาล้าน
แรกๆทางจังหวัดตราดประเมินว่ามีผู้อพยพจำนวนไม่มากนัก แต่ในภายหลังมีจำนวนผู้อพยพมาเพิ่มเติมมากขึ้น
ตัวเลขประมาณการของผู้อพยพที่มาที่พื้นที่เขาล้านประมาณ 90,000-100,000 คน
ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด นาย ปัญญา ฤกษ์อุไร เห็นว่าทางจังหวัดไม่สามารถรับมือได้ จึงได้ทำหนังสือขอความช่วยเหลือไปยังสภากาชาดไทย
ความทรงทราบถึงพระพันปีหลวง ซึ่งพระองค์ ขณะนั้นทรงเป็นอุปนายิกาสภากาชาดไทย
เมื่อพระพันปีหลวงทรงทราบจึงได้พระกรุณาสั่งการให้ สภากาชาดไทยเข้าช่วยเหลือ
และพระพันปีหลวงก็ได้เสด็จทางเฮลิคอปเตอร์จากพระราชวังไกลกังวลไปยังจังหวัดตราดในวันที่ 26 พฤษภาคม 2522
ทางผู้ว่าจังหวัดตราดในขณะนั้นไม่อยากให้พระองค์เสด็จไปยังเขาล้านเพราะว่าสภาพบริเวณที่ผู้อพยพเขมรเข้าอยู่จำนวนมากเรือนแสน มีความแออัด มีสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่มาก มีแต่กลิ่นปัสสาวะอุจจาระคละคลุ้งไปทั่วพื้นที่ สภาพไม่น่าดู และเกรงจะมีอันตรายเพราะมีลูกปืนใหญ่และจรวดที่ยังไม่ระเบิดตกค้างในพื้นที่
ทางจังหวัดตราดจึงได้เกณฑ์เอาผู้อพยพชาวเขมรที่พอจะมีเรี่ยวแรง แต่ก็ได้จำนวนไม่มากนัก มารับเสด็จ ณ โรงเรียนบ้านไม้รูด
เมื่อพระองค์เสด็จถึง ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นไม่เป็นไปตามที่ได้รับรายงานว่ามีผู้อพยพจำนวนมากอยฟุ่ในสภาพที่ย่ำแย่ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดตราดได้กราบทูลเหตุผลข้างต้นว่าไม่อยากให้เสด็จไปเพราะอันตรายและเป็นสภาพที่ไม่น่าดู
แต่ พระองค์ ได้รับสั่งว่า "ฉันจะไปดูของจริง"
พระพันปีจึงเสด็จไปยังเขาล้าน พื้นที่ที่ผู้อพยพชาวเขมรเข้ามาอาศัย สภาพเป็นที่น่าเวทนาของชาวกัมพูชาที่อพยพหนีตายจากสงคราม ต่างอยู่ในสภาพแอดอัด อดอยาก ไม่มีอาหารกิน ไม่มีน้ำสะอาดดื่มและใช้ ไม่มีการกําจัดสิ่งปฏิกูลอย่างเหมาะสม ครอบครัวพลัดพราก
มีเด็กกําพร้าที่ต้องเดินทางอพยพลำพังจํานวนมากซึ่งพ่อแม่ได้เสียชีวิตจากการถูกสังหาร ในช่วงสงคราม เสียชีวิตขณะอพยพ
จากคำบอกเล่าของผู้อพยพเอง พวกเขาได้รับการบอกต่อว่าใก้เดินมาทางตะวันตก เพื่อมายังประเทศไทย ต้องประทังชีวิตด้วยการกินใบไม้ ยอดไม้ตามเส้นทางอพยพ
ผู้อพยพหลายคนเป็นท้องร่วงรุนแรงเพราะกินใบไม้หรือหญ้าที่ไม่สะอาด หลายคนเป็นไข้มาลาเรีย มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งว่า
“ฉันยังจำได้ดี เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2522 ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับแรม ที่หัวหิน ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดแจ้งมาว่ามีเขมรลี้ภัยหลั่งไหลเข้ามาในเขตไทยบริเวณเขาล้าน อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ผ่านเข้ามาทางแนวเทือกเขาบรรทัดจำนวนกว่าสองแสนคนอยู่ในสภาพทุกข์ทรมานแสนสาหัส มีเด็กเจ็บหนักเนื่องจากขาดอาหาร จำนวนคนมีกรรมหนาที่หลั่งไหลเข้ามามาก เกินความสามารถของทางจังหวัดที่จะรับผิดชอบ ช่วยเหลือได้ ฉันเป็นสภานายิกาของกาชาดจึงบินไปดูด้วยตนเอง พบว่าบริเวณเขาล้านไปจนจดชายทะเลแน่นขนัดไปด้วยชาวเขมรลี้ภัย
ไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่ใหญ่ๆ เช่นนั้น ซึ่งมีลมทะเลพัดอยู่ตลอดเวลา กลิ่นอุจจาระและปัสสาวะจะคลุ้งตลบไปหมดถึงเพียงนี้ ภาพชาวเขมรบ้านแตกเมืองล่มที่เห็นอยู่ ต่อหน้านั้น เป็นภาพที่จะประทับอยู่ในความทรงจำของฉันไม่มีวันลืมเลือน พวกเขานอนอยู่บนพื้นดินแฉะๆ ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง แต่ละก้าวที่ฉันเดินตรวจตราดูสภาพผู้ลี้ภัย ยังต้องคอยระวังมิให้เหยียบไปบนคนที่ นั่งนอนระเกะระกะ และเสบียงอาหารที่เขาฉวยติดตัวมาด้วย คือปลาตัวเล็กๆ ที่วางผึ่งแดดอยู่คละไปกับกองอุจจาระ
ตลอดจนไถ้ใส่ข้าวสาร(ถุงผ้าทรงกระบอกยาวที่กรอกข้าวสารใส่ มัดหัวท้ายคนสามารถสะพายติดตัวได้)ที่เขาแบกสะพายมา พื้นดินบ้างก็เป็นบ่อ เวลาฝนตก น้ำจะขังอยู่เป็นแอ่ง... นั้นแหละคือน้ำที่เขาใช้ดื่มกิน สภาพของผู้คนที่สุดแสนจะน่าเวทนาเหล่านี้ เป็นภาพที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งฉันอยากให้ผู้ที่สุขสบายอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ ได้เห็นสภาพของคนที่สิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน เช่นนี้เหลือเกิน.."
เมื่อพระพันปีทรงทอดพระเนตรเห็นความทุกข์อยากของผู้อพยพเขมร จึงทรงรับสั่งว่า "ฉันตัดสินใจที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เหล่านี้ เท่าที่กำลังความสามารถของฉันจะมี"
ในวันนั้นพระพันปีทรงอยู่ในพื้นที่และทรงให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อพยพเขมร จนถึงเวลา 16.00 น. ทางผู้ว่าราชการ จ.ตราด จึงกราบทูลขอให้พระองค์เสด็จกลับ เนื่องจากเป็นเวลาเย็นแล้วเกรงจะไม่ปลอดภัย เพราะยังคงมีการสู้รบ ยิงอาวุธหนักตามชายแดนอยู่
แต่ด้วยความห่วงใยเหล่าผู้อพยพเขมรที่อยู่ที่เขาล้าน จะตกเป็นเป้าโจมตีของทั้งทหารเวียดนาม ทหารเขมร พระพันปีหลวงจึงทรงรับสั่งว่า หากวันนี้ไม่เห็นธงกาชาดชักขึ้นยอดเสา พระองค์จะไม่ยอมกลับ
ผู้ว่าราชการ จ. ตราดจึงต้องรีบสั่งการให้ตัดต้นสนมาทำเสาธงและผูกธงกาชาดชักขึ้นเสา จากนั้นให้เจ้าหน้าที่จัดหาเต้นท์มากาง 1 หลัง แล้วทำสัญลักษณ์กาชาดด้านบน เพื่อประกาศให้กับทุกฝ่ายที่ทำการรบกันตามชายแดนในตอนนั้นให้ทราบว่าตรงนี้คือจุดที่ตั้งของศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้านที่ตั้งขึ้นเพื่อดูแลผู้อพยพชาวเขมร ไม่ควรมีผู้ใดละเมิดด้วยการยิงอาวุธเข้ามาบริเวณนี้
ในระยะแรกผู้อพยพทำที่พักอาศัยอยู่ที่ใต้ต้นไม้โดยใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่เป็นเครื่อง
บังแดดบังฝน เช่นพวกผ้าขาวม้าที่ติดตัวมาเป็นต้น
ต่อมามีการแจกจ่ายผ้าพลาสติกเพื่อใช้บังแดดฝนชั่วคราว
หลังจากนั้นได้สร้างที่พักที่มั่นคงขึ้น มีการจัดการระบบการรับแจกอาหาร สิ่งของจำเป็น
ค่ายแบ่งเป็นสองส่วน เส้นแบ่งตามแนวคลองเขาล้าน ฝั่งติดทะเลส่วนมากจะเป็น กระท่อมที่พักของผู้อพยพ
ส่วนฝั่งที่ติดกับถนน จะเป็นอาคารกองอํานวยการ ห้องพักอาสาสมัคร โรงพยาบาล เรือนพักผู้ป่วย อาคารโรงเรียน บ้านพักเด็กกําพร้า ศาลารับรอง พระตําหนักที่ประทับ
พระพันปีหลวงทรงทราบดีว่า ผู้อพยพเหล่านี้จะต้องถูกการคัดเลือกให้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม หากพวกเขาอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในประเทศที่สาม พวกเขาจําเป็นจะต้องมีทักษะในการทำอาชีพ พวกเขาถึงจะถูกคัดเลือกไปตั้งถิ่นฐานใหม่ (มันคือความจริงของมนุษย์โลกครับ ประเทศที่สามก็ต้องการเลือกเอาคนที่ไม่เป็นภาระประเทศเขาครับ เขาต้องเอาคนที่พอทำมาหากินช่วยเหลือตนเอง หรือสามารถช่วยเหลือพัฒนาประเทศเขาได้ไป ส่วนคนที่ไม่มีทักษะอะไรเลยเขาคงก็ไม่อยากรับ)
พระพันปีหลวงจึงทรงรับสั่งให้มีการจัดตั้ง โรงฝึกวิชาชีพ เพื่อฝึกสอนวิชาชีพให้กับผู้อพยพชาวเขมร เช่นการจักสาน ทําดอกไม้ประดิษฐ์ ทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้าตัดผม รวมทั้งสอนหนังสือภาษาไทย ภาษากัมพูชา และภาษาอังกฤษ
มีการส่งเสริมให้มีการปลูกพืชผักสวนครัว สัตว์เลี้ยงสัตว์ เช่นไก่เพื่อนํามาประกอบอาหาร
มีการจัดทหาร ตำรวจ และ อส. ทำการรักษาความปลอดภัยทั้งในและนอกศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้าน
พระพันปีหลวงได้เสด็จเยี่ยมเยียนศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้านอีก 2 ครั้งหลังจากนั้น
โดยมี ในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่งในขณะนั้นยังทรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารก็ตามเสด็จพระพันปีไปที่ศูนย์อพยพเขาล้านด้วยครับ เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของศูนย์ (พระพันปีหลวงเสด็จเยี่ยมทั้งหมดสามครั้ง)
ศูนย์อพยพเขาล้านมีการระบบที่จึงทำให้ความเป็นอยู่ของชาวเขมรที่หนีร้อนมาพึ่งพระบารมีพระพันปีหลวงและประเทศไทย ก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามลำดับ
หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรง ในประเทศกัมพูชาเริ่มสงบลง ผู้อพยพบางส่วนได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยในการส่งตัวไปยังประเทศที่สาม และอีกหลายชีวิตได้เดินทางกลับสู่มาตุภูมิอย่างปลอดภัย
ศูนย์สภากาชาดไทยที่เขาล้านแห่งนี้ได้ให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือชาวกัมพูชาอพยพอยู่ 7 ปีเศษ จึงได้ปิดลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 หรือ ปี 1986
แต่ยังไม่ใช่ฉากจบของค่ายอพยพเขาล้านหรือศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้าน ยังมีภาค 2 นะครับเดี๋ยวมาเล่าต่อ โปรดติดตามตอนต่อไป ผมจะเอาภาพของผู้อพยพเขมรในตอนนั้นมาให้ชมกัน
อ้างอิงเอกสารบทความ
ศูนย์ราชการุณย์ สภากาชาดไทย เขาล้าน จ.ตราด พระมหากรุณาธิคุณใน “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”
หนังสือ
ศูนย์ราชการุณย์ ในความทรงจําของข้าพเจ้า เขียนโดย สุวรรณ พิมลแสงสุริยา









0 ความคิดเห็น