แก้เผ็ดเขมรสายเคลม | ชาวไทยในสหรัฐอเมริกาสวมเครื่องแต่งกายแบบ “ซัมปอต” (Sampot) ของกัมพูชา เมื่อชาวต่างชาติสอบถามถึงเครื่องแต่งกายดังกล่าว เจ้าตัวได้อธิบายว่าเป็น “ชุดเขมร”

 ช่วงที่ผ่านมาเกิดกระแสในสื่อสังคมออนไลน์จากกรณีชาวไทยในสหรัฐอเมริกาสวมเครื่องแต่งกายแบบ “ซัมปอต” (Sampot) ของกัมพูชา เมื่อชาวต่างชาติสอบถามถึงเครื่องแต่งกายดังกล่าว เจ้าตัวได้อธิบายว่าเป็น “ชุดเขมร” จนเกิดการพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย โดยมีการมองว่าการสวมซัมปอตในครั้งนี้เป็นการ “แก้เกม” ท่ามกลางกระแสการถกเถียงเรื่องการนำเสนอเครื่องแต่งกายของไทยและกัมพูชา เพราะเมื่อมีการนำเครื่องแต่งกายไทยหลายรูปแบบไปกล่าวถึงในฐานะเครื่องแต่งกายของกัมพูชา การหยิบเครื่องแต่งกายกัมพูชามาสวมและระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นชุดเขมร จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งในการทำให้ผู้คนต่างชาติได้รู้จักและแยกแยะว่าไทยมีเครื่องแต่งกายของไทย ขณะที่กัมพูชาก็มีเครื่องแต่งกายของกัมพูชา แม้เครื่องแต่งกายของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีรูปแบบบางประการที่คล้ายคลึงกันจากการติดต่อและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมมาเป็นเวลานาน



“ซัมปอต” เป็นเครื่องนุ่งห่มสำคัญของกัมพูชา มีลักษณะเป็นผ้าผืนยาวสำหรับนุ่งพันรอบร่างกาย โดยมีวิธีการนุ่งหลายรูปแบบตามประเภทของผ้า ฐานะของผู้สวมใส่ และโอกาสในการใช้งาน คำว่า “ซัมปอต” หรือ “สมปอต” ใช้เรียกผ้านุ่งในภาษาเขมร และปรากฏความเกี่ยวข้องกับประเพณีการแต่งกายของชาวกัมพูชามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะหลักฐานจากประติมากรรมและภาพสลักในสมัยเมืองพระนคร ซึ่งแสดงให้เห็นรูปแบบการนุ่งผ้าของบุรุษและสตรีในช่วงเวลาต่าง ๆ


หลักฐานทางศิลปกรรมในสมัยพระนครแสดงให้เห็นว่าการแต่งกายของชาวกัมพูชามีรูปแบบหลากหลาย บุคคลในประติมากรรมมักนุ่งผ้ารอบสะโพกแล้วจัดชายผ้าให้เกิดเป็นรูปทรงแตกต่างกัน บางรูปแบบมีการจับจีบ การพับ และการจัดชายผ้าอย่างประณีต ขณะที่รูปแบบของเครื่องแต่งกายก็แตกต่างกันตามฐานะและสถานะของบุคคล การแต่งกายของกษัตริย์ เทวดา พระราชวงศ์ และบุคคลทั่วไปจึงปรากฏลักษณะไม่เหมือนกันทั้งหมด


เมื่อเข้าสู่ช่วงหลังสมัยพระนคร รูปแบบการนุ่งผ้าของกัมพูชายังคงพัฒนาต่อเนื่อง และมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพสังคม การเมือง และความสัมพันธ์กับดินแดนโดยรอบ การติดต่อทางการค้าและวัฒนธรรมระหว่างรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทั้งวัสดุ เทคนิคการทอ ลวดลาย และรูปแบบการแต่งกาย จึงพบเครื่องแต่งกายบางชนิดในภูมิภาคที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ขณะเดียวกันแต่ละสังคมก็มีการพัฒนาและกำหนดรูปแบบการแต่งกายของตนเองตามบริบททางวัฒนธรรม


ซัมปอตมีหลายประเภท โดยประเภทที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ “ซัมปอตโฮล” (Sampot Hol) ซึ่งเป็นผ้าไหมมัดหมี่ที่มีลวดลายซับซ้อน เกิดจากการมัดเส้นไหมเพื่อกำหนดตำแหน่งของสี ก่อนนำไปย้อมและทอจนเกิดเป็นลวดลาย และ “ซัมปอตผาม่วง” (Sampot Phamuong) ซึ่งเป็นผ้าไหมที่มีการทออย่างประณีตและใช้สีสันหลากหลาย ผ้าทั้งสองประเภทมีความสำคัญต่อประเพณีการแต่งกายของกัมพูชาและมีการใช้ในโอกาสแตกต่างกัน


ซัมปอตโฮลมีความโดดเด่นด้านลวดลายจากเทคนิคมัดหมี่ โดยช่างทอต้องกำหนดลวดลายลงบนเส้นไหมก่อนนำไปย้อมและทอ การกำหนดตำแหน่งของเส้นไหมแต่ละส่วนต้องอาศัยความชำนาญสูง ลวดลายที่เกิดขึ้นจึงมีความละเอียดและมีลักษณะเฉพาะ ส่วนซัมปอตผาม่วงมีความโดดเด่นด้านการใช้สีและการทอ โดยสามารถผลิตเป็นผ้าหลายรูปแบบตั้งแต่ผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันจนถึงผ้าที่ใช้ในพิธีการและราชสำนัก


การทอผ้าของกัมพูชายังมีความสัมพันธ์กับชุมชนทอผ้าในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งสืบทอดความรู้จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ทั้งการเตรียมเส้นไหม การย้อมสี การมัดหมี่ การทอ และการกำหนดลวดลาย ผ้าแต่ละผืนจึงต้องผ่านกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน และรูปแบบของลวดลายสามารถใช้บ่งบอกลักษณะเฉพาะของพื้นที่หรือกลุ่มช่างทอได้


ในบริบทของราชสำนักกัมพูชา ซัมปอตถูกนำมาใช้เป็นเครื่องแต่งกายสำหรับบุคคลในราชสำนักและงานพิธีการ โดยมีการเลือกชนิดของผ้า สี และรูปแบบการนุ่งให้เหมาะสมกับโอกาส เครื่องแต่งกายของพระบรมวงศานุวงศ์จึงมีรายละเอียดแตกต่างจากการแต่งกายของบุคคลทั่วไป และในเวลาต่อมารูปแบบดังกล่าวได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์การแต่งกายแบบกัมพูชาที่ปรากฏในงานพิธีและการนำเสนอวัฒนธรรม


เมื่อกัมพูชาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่และอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศส รูปแบบการแต่งกายของสังคมกัมพูชามีการเปลี่ยนแปลงตามแบบแผนสมัยใหม่ แต่การนุ่งซัมปอตยังคงปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันและพิธีกรรมบางประเภท ต่อมาเมื่อกัมพูชาสร้างอัตลักษณ์ของรัฐสมัยใหม่ เครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมได้รับการนำกลับมาใช้ในงานพิธี การแสดงทางวัฒนธรรม และการนำเสนอภาพลักษณ์ของประเทศ


ความสัมพันธ์ระหว่างซัมปอตกับเครื่องแต่งกายในดินแดนไทยก็เป็นประเด็นที่มักถูกกล่าวถึง เนื่องจากไทยมีประเพณีการนุ่งผ้าหลายรูปแบบ ทั้งผ้าสมปัก ผ้าถมปัก และโจงกระเบน ซึ่งมีหลักฐานการใช้ในสังคมไทยและราชสำนักในช่วงเวลาต่าง ๆ รูปแบบการนุ่งผ้าของไทยและกัมพูชาบางประเภทมีความใกล้เคียงกัน แต่ชื่อเรียก รูปแบบของผ้า เทคนิคการทอ และบริบทของการใช้งานมีรายละเอียดแตกต่างกัน การพิจารณาประวัติศาสตร์ของเครื่องแต่งกายจึงจำเป็นต้องพิจารณาหลักฐานของแต่ละรูปแบบและแต่ละช่วงเวลา


เครื่องแต่งกายของไทยและกัมพูชาจึงมีทั้งส่วนที่พัฒนาขึ้นภายในสังคมของตนเองและส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างกันมาเป็นเวลานาน ความคล้ายคลึงของการนุ่งผ้าหรือรูปแบบของผืนผ้าจึงไม่ได้หมายความว่าเครื่องแต่งกายทุกชนิดมีต้นกำเนิดเดียวกัน การศึกษาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม เอกสาร และรูปแบบของสิ่งทอ สามารถช่วยจำแนกพัฒนาการของเครื่องแต่งกายแต่ละประเภทได้ชัดเจนขึ้น


ปัจจุบันซัมปอตยังคงใช้ในกัมพูชาทั้งในงานพิธี การแสดงทางวัฒนธรรม และการแต่งกายของราชสำนัก ขณะที่ไทยมีการแต่งกายแบบไทยพระราชนิยมซึ่งมีรูปแบบและพัฒนาการอยู่ในประวัติศาสตร์การแต่งกายของไทยโดยเฉพาะ เมื่อเกิดกระแสการนำชุดไทยพระราชนิยมไปเชื่อมโยงกับการแต่งกายของกัมพูชา ซัมปอตจึงถูกหยิบยกขึ้นมาให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่า กัมพูชาเองก็มีเครื่องแต่งกายที่มีรูปแบบ ชื่อเรียก และประวัติความเป็นมาของตนเอง การกล่าวถึงซัมปอตจึงทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างเครื่องแต่งกายของสองประเทศได้ชัดขึ้น และไม่ควรนำเครื่องแต่งกายของชาติหนึ่งไปแทนความหมายหรือที่มาของอีกชาติหนึ่ง


เรื่อง: กมรเตงรัศมีเทวี

อ้างอิง: 

• จิรัสสา คชาชีวะ. พระพิฆเนศวร์ : คติความเชื่อและรูปแบบของพระพิฆเนศวร์ที่พบในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๔๐.

• นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยา และดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. สาส์นสมเด็จ เล่ม ๑๙. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๐๕.

• นวรัตน์ มิตรอารีย์. รอบรู้อาเซียน: เติมความรู้สู่ประชาคมอาเซียน ๑๐ ประเทศ. กรุงเทพฯ: ไพลิน, ๒๕๖๑.

• พวงผกา คุโรวาท. คู่มือประวัติเครื่องแต่งกาย. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ: รวมสาส์น, ๒๕๓๕.


#ซัมปอต #Sampot #SampotHol #SampotPhamuong #ชุดเขมร #ผ้านุ่งเขมร #ผ้าไหมเขมร #ผ้ามัดหมี่ #สิ่งทอกัมพูชา #เครื่องแต่งกายกัมพูชา #ราชสำนักกัมพูชา #วัฒนธรรมเขมร #ประวัติศาสตร์กัมพูชา #ชุดไทย #ชุดไทยเขมร #เจริญกรุง

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น